การทำพิซซ่า

Posted in: Uncategorized |

พิซซา (Pizza) เป็นอาหารอิตาเลี่ยน คำว่า “พิซซา” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “พาย” นิยมกันมาก ในสหรัฐอเมริกา และเป็นที่รู้จัก ของ คนไทย เมื่อไม่นาน มานี้ พิซซาประกอบด้วย 3 ส่วน คือ แผ่นแป้ง ซอส และเครื่องแต่งหน้า แผ่นแป้งมีหลายตำรับอาจใช้ผงฟู หรือยีสต์ แผ่นแป้งที่ขึ้นฟูด้วย ผงฟู จะกรอบ แบบแคร็กเกอร์ (Cracker) ส่วนยีสต์จะทำให้แผ่นแป้งเหนียว และนุ่ม พิซซาซอสทำจาก มะเขือเทศสด ปรุงรสตามชอบ และใส่เครื่องเทศ ให้มีกลิ่นเฉพาะ บางตำรับใส่ใบโหระพา กานพลู ใบ กระวาน และอื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่ นิยมใส่ผง อริกาโน บางคนใช้ซอสมะเขือเทศที่ขายตาม ท้องตลาดแทนพิซซาซอสนี้เลย เครื่องแต่งหน้าที่นิยมคือ แฮม ไส้กรอก หรือ เนื้อสัตว์ ประเภทต่าง ๆ ตามชอบ ส่วนผักมักใช้ พริกหวาน หอมใหญ่ มะกอกฝรั่ง และเห็ด สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ เนยแข็ง (mozzarelle cheese) สำหรับโรยหน้า

pizza
พิซซา (Pizza)

เครื่องปรุงแผ่นแป้งพิซซ่า
แป้งสาลีอเนกประสงค์ (ร่อนแล้ว)   250 กรัม
ยีสต์  1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทรายขาว  1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่นละเอียด  3/4 ช้อนชา
น้ำเปล่า  130 กรัม
เนยสด 45 กรัม

วิธีทำแผ่นแป้งพิซซ่า
1. ผสมแป้ง และยีสต์ คนให้เข้ากัน ในอ่างผสม
2. ใส่น้ำตาลทรายและเกลือ คนให้เข้ากันอีกครั้ง
3. เทน้ำและน้ำมันพืชลงในส่วนผสมของแป้ง ใช้มือผสมให้ทั่วและเข้ากันดี
4. นวดแป้งให้จับตัวเป็นก้อน ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จนแป้งเนียนและนุ่มดี
5. ตะล่อมแป้งเป็นก้อนกลม วางในชามอ่างผสมที่ทาด้วยน้ำมันบาง ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แป้งจะขึ้นเป็น 2 เท่า
6. นวดแป้งเล็กน้อยเพื่อไล่ฟองอากาศ ตะล่อมเป็นก้อนกลมอีกครั้งหนึ่งทิ้งไว้อีก 10 นาที ในอ่างผสมเดิม
7. นวดแป้งไล่ฟองอากาศ และคลึงออกเป็นแผ่นกลม หนา 1/8 นิ้ว แล้วกรุลงถาดที่ทาน้ำมันไว้ (ถาดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
14 นิ้ว) จิ้มแผ่นแป้งด้วยส้อมให้เป็นรูทั่ว ๆ เพื่อไล่อากาศขณะอบ
8. ทาน้ำมันบาง ๆ บนแผ่นแป้งให้ทั่ว ราดด้วย พิซซาซอสที่เตรียมไว้ เกลี่ยให้ทั่ว เว้นขอบแป้งไว้เล็กน้อย
9. แต่งหน้าด้วย แฮม ไส้กรอก พริกหวาน หอมใหญ่ และโรยหน้าด้วย เนยแข็งโมซซ่าเรลล่า (mozzarella cheese)
ขูดอบที่อุณหภูมิ 425 องศาฟาเรนไฮด์ เป็นเวลา 15-20 นาที

เครื่องปรุงพิซซ่าซอส

(1 ส่วนใช้กับแผ่นแป้ง 2 แผ่น)

น้ำมันพืช  1 ช้อนโต๊ะ
หอมใหญ่สับละเอียด 1/2 ถ้วยตวง
มะเขือเทศเข้มข้นชนิดกระป๋อง 1 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย  2 1/2 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น  2 ช้อนชา
พริกไทย 3/4 ช้อนชา
ออริกาโน (Oregano)  2 ช้อนชา

วิธีทำพิซซ่าซอส

ตั้งกะทะใส่น้ำมันใช้ไฟอ่อน พอร้อนจึงใส่หอมใหญ่ผัดจนชิ้นหอมสุกใส และมีกลิ่นหอมดี จึงใส่มะเขือเทศเข้มข้น และเครื่องปรุงทั้งหมด ระวังไหม้ ควรหรี่ไฟลงผัดจนหอมและเข้ากันดี

ข้อมูลจาก KU Electronic Magazine

I believe I can fly

Posted in: Uncategorized |

I used to think that I could not go on
And life was nothing but an awful song
But now I know the meaning of true love
I’m leaning on the everlasting arms

If I can see it, then I can do it
If I just believe it, there’s nothing to it

[1] -- I believe I can fly
I believe I can touch the sky
I think about it every night and day
Spread my wings and fly away
I believe I can soar
I see me running through that open door
I believe I can fly
I believe I can fly
I believe I can fly

See I was on the verge of breaking down
Sometimes silence can seem so loud
There are miracles in life I must achieve
But first I know it starts inside of me, oh

If I can see it, then I can be it
If I just believe it, there’s nothing to it

[Repeat 1]

Hey, cuz I believe in me, oh

If I can see it, then I can do it
If I just believe it, there’s nothign to it

[Repeat 1]

Hey, if I just spread my wings
I can fly
I can fly
I can fly, hey
If I just spread my wings
I can fly
Fly-eye-eye

 

สุนัขพันธุ์ บีเกิ้ล

Posted in: Uncategorized |

บีเกิ้ล (Beagle) เป็นสายพันธุ์สุนัขมีถิ่นกำเนิดในประเทศสหราชอาณาจักร อยู่ในจำพวกกลุ่มสุนัขล่าเนื้อ(Hound) มีขนสั้นและหูปรก เป็นสุนัขที่มีประสาทด้านการดมกลิ่นเป็นเลิศ (scent hounds) ที่พัฒนาสายพันธ์ขึ้นมาครั้งแรก ด้วยจุดประสงค์เพื่อเป็นผู้ช่วยมนุษย์ ในกีฬาการล่าต่างๆ โดยเฉพาะการล่ากระต่าย ด้วยประสาทด้านการดมกลิ่นที่ไวมาก จึงได้มีการฝึกให้เป็นสุนัขตรวจสอบของผิดกฎหมาย อย่างเช่น ยาเสพติด วัตถุระเบิด ฯลฯ แต่บีเกิ้ลยังได้รับความนิยมในฐานะสัตว์เลี้ยงเช่นกัน ด้วยขนาดตัวที่พอเหมาะ เป็นสุนัขอารมณ์ดี และสุขภาพแข็งแรงทนทานต่อโรค ด้วยคุณสมบัตินี้เอง บีเกิ้ลยังถูกใช้ในงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับสัตว์อีกด้วย

สุนัขสายพันธุ์บีเกิ้ลมีมากว่า 2000 ปีแล้ว และมีชื่อเสียงมากในยุคของพระนางอลิซาเบท (Elizabethan era) ซึ่งปรากฏในงานวรรณกรรม จิตรกรรม ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และหนังสือการ์ตูนเรื่องสนู๊ปปี้ (Snoopy) ก็เป็นบีเกิ้ลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก

dog1
พฤติกรรมทั่วไป
บีเกิ้ลเป็นสุนัขที่สุภาพ พวกมันค่อนข้างเป็นมิตร ไม่ดุร้ายเกินไปหรือเฉื่อยชาเกินไป ชอบอยู่กันเป็นกลุ่ม แม้ว่าจะพอใช้กันคนแปลกหน้าได้บ้าง แต่มันก็เชื่องคนง่ายเกินจึงไม่เหมาะที่จะเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน แต่ว่ามันยังคงเห่าหรือหอนบ้าง เมื่อเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า

ในปี 1985 เบ็นและลิเน็ท ฮาท(Ben and Lynette Hart) ได้ทำการศึกษาบีเกิ้ล พร้อมกับสุนัขพันธุ์อื่นๆอย่าง ยอคเชียร์ เทอเรีย(Yorkshire Terrier) เคนท์ เทอเรีย (Cairn Terrier) เวส ไฮด์แลนด์ ไวท์ เทอเรีย (West Highland White Terrier) ฟอกซ์ เทอเรีย(Fox Terrier) ผลออกมาว่าบีเกิ้ลเป็นสุนัขที่ฉลาด และเป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนามาด้วยจุดประสงค์เดียว คือให้เป็นนักล่ามาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ฝึกค่อนข้างยาก โดยทั่วไปเมื่อมันรับคำสั่งแล้ว จะสั่งยกเลิกได้ยาก และเมื่อมันจดจำกลิ่นหนึ่งได้ มักจะถูกกลิ่นอื่นรอบตัวเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่าย พวกมันจะไม่ค่อยยอมรับคำสั่งทั่วๆไป แต่ก็มีการตอบสนองต่ออาหารที่ดี มีความตื่นตัวสูง ช่างประจบ ในทางกลับกันก็เป็นสุนัขที่เบื่อง่าย

บีเกิ้ลเป็นสุนัขที่เหมาะกับเด็กๆ จึงเป็นสุนัขที่นิยมเลี้ยงกันในครัวเรือน แต่ว่าพวกมันเป็นสุนัขที่อยู่เป็นฝูง เวลานำไปเลี้ยงจึงอาจเกิดอาการซึมเศร้าได้ ไม่ใช่บีเกิ้ลทุกตัวที่จะหอน แต่ส่วนมากจะเห่าเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งบางตัวจะเห่าหรือหอน เมื่อรับรู้ถึงกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ บีเกิ้ลยังเข้ากับสุนัขสายพันธุ์อื่นได้ง่าย พวกมันแข็งแรงมาก จึงวิ่งเล่นได้นานโดยที่ไม่เหนื่อยง่ายๆ

 dog2

บีเกิ้ลกับบทบาทคู่หูของมนุษย์
 
ในอดีตบีเกิ้ลถูกพัฒนาสายพันธุ์เพื่อการล่าโดยเฉพาะ มันเป็นเหมือนคู่หูในฝันของนายพรานสูงวัย ที่จะอยู่บนหลังม้าแล้วคอยควบคุมบีเกิ้ล ส่วนพรานหนุ่มหรือพรานที่ไม่มีเงินมากพอ จะซื้อม้าที่แข็งแรงสายพันธุ์ดีก็จะใช้ลูกม้าแทน ก่อนที่การล่าหมาป่าจะเป็นที่นิยมในช่วงศตวรรษที่ 19 การล่าถือเป็นกิจกรรมข้ามคืนที่ใช้เวลายาวนาน และเต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้นเร้าใจ พวกนายพรานจะสนุกกับการไล่ต้อนมากกว่าที่จะฆ่า ซึ่งบีเกิ้ลจะเหมาะมากสำหรับหน้าที่นี้ ด้วยประสาทรับกลิ่นที่ยอดเยี่ยม กำลังกายที่เหลือเฟือ จึงเป็นเหมือนการการันตี ว่าบีเกิ้ลสามารถไล่ล่าเป้าหมายได้จนกว่าจะเจอ การใช้ฝูงบีเกิ้ลในการล่า เหมาะสำหรับการล่าที่ต้องใช้เวลานาน ส่วนในการล่าระยะสั้น บีเกิ้ลจะทำหน้าที่คอยต้อนเป้าหมาย โดยเฉพาะในการล่ากระต่าย บีเกิ้ลจะสนุกกับการไล่ล่าเป็นพิเศษ

 
ในยุคนั้นการล่าร่วมกับบีเกิ้ลเป็นความใฝ่ฝันของคนหนุ่ม ในสหรัฐอเมริกาบีเกิ้ลถูกเลือกเป็นสุนัขที่ใช้ในการ ล่ากระต่ายป่าเป็นสายพันธุ์ต้นๆ ก่อนที่จะมีการนำเข้าสายพันธุ์นี้จากต่างประเทศ การล่ากระต่ายป่ากับบีเกิ้ล เป็นกีฬายอดนิยมในอังกฤษ ในช่วงกลางของศตวรรษที่ 19 จนกระทั่งสก็อตแลนด์สั่งห้ามกีฬาประเภทนี้ในปี 2002 และอังกฤษกับเวลส์ก็ห้ามเช่นกันในปี 2004 (Hunting Act 2004) จากภายใต้กฎหมายนี้ บีเกิ้ลยังสามารถทำหน้าที่ในการไล่กระต่ายป่า ที่ถือว่าสร้างความรำคาญได้อยู่ อย่างไรก็ดีกีฬาการไล่ล่าก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ โดยเปลี่ยนรูปแบบเป็นการไล่ต้อนโดยไม่เอาชีวิต ให้วิ่งไปมาอยู่ในเขตการล่า ถือเป็นกิจกรรมที่ให้สุนัขได้ออกกำลังกาย และพัฒนาทักษะ

ปัจจุบันบีเกิ้ล ได้รับการเลือกเป็นหนึ่งในสุนัขดมกลิ่น ที่ใช้ตรวจสอบหาวัตถุต้องสงสัย ในงานด้านความมั่นคง และทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ (Beagle Brigade) บีเกิ้ลกับบทบาทด้านความมั่นคงในการตรวจสอบตามสนามบิน ซึ่งในปีหนึ่งๆ สามารถช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุผิดกฎหมาย ได้ถึง 75000 รายการต่อปี อีกเหตุผลหนึ่งที่บีเกิ้ลได้รับเลือกในหน้าที่นี้ เพราะว่าบีเกิ้ลมีขนาดตัวที่ค่อนข้างเล็ก สามารถเข้าไปตรวจได้แม้กระทั่งคนที่ค่อนข้างกลัวสุนัข ดูแลง่าย ฉลาด และมันทำงานเต็มที่เพื่อรางวัล ซึ่งในหลายประเทศก็ได้มีการ ใช้งานบีเกิ้ลในลักษณะนี้อย่างกว้างขวาง ส่วนสุนัขดมกลิ่นขนาดใหญ่ ก็จะใช้ในงานค้นหาวัตถุระเบิดโดยเฉพาะ และงานที่จำเป็นต้องปีนป่ายเพื่อเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งบีเกิ้ลไม่ค่อยเหมาะกับหน้าที่ ลักษณะนั้น

เที่ยวตลาดน้ำอัมพวา

Posted in: Uncategorized |

เมื่อเอ่ยถึง “หิ่งห้อย” เราเกือบจะลืมหน้าตาของเจ้าแมลงพวกนี้ไปเสียแล้ว เพราะครั้งสุดท้ายที่เราเห็นพวกมันหากย้อนกลับไปก็เป็นเวลาเกือบสิบปี เพราะฉะนั้นวันหยุดเสาร์อาทิตย์นี้เรากับเพื่อนจึงตั้งใจกันว่าจะไปชมหิ่งห้อยให้หายคิดถึงกันเสียที จุดมุ่งหมายในการเดินทางของพวกเราในครั้งนี้จึงอยู่ที่จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 63 กิโลเมตร

เราออกเดินทางจากกรุงเทพในช่วงประมาณบ่าย 3 โมง ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงเศษก็ถึงอำเภออัมพวา พวกเราจึงแวะรับประทานอาหารที่ตลาดน้ำยามเย็นของอำเภออัมพวา ตลาดน้ำแห่งนี้จะจัดขึ้นในช่วงเวลาเย็นเรื่อยไปจนถึงพลบค่ำ อาจกล่าวได้ว่าเป็นตลาดน้ำแห่งแรกที่จัดขึ้นในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งชาวบ้านจะพายเรือทยอยนำสินค้าหลากหลายชนิดอาทิ อาหาร ผลไม้ พืชผัก ขนม ของกินของใช้ มาขายให้กับนักท่องเที่ยว หรือคนในท้องถิ่นที่สัญจรไปมาที่ตลาดอัมพวา ทำให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติของชีวิตชุมชนริมน้ำ เป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

หลังจากที่รับประทานอาหารกันจนอิ่มหนำสำราญ พวกเราก็เดินทางไปยัง “บ้านริมคลอง” บ้านพักแบบ โฮมสเตย์ ริมคลองผีหลอก (ชื่อฟังดูน่ากลัว แต่เอาเข้าจริงบรรยากาศดีมากๆ) บ้านพักมีลักษณะแบบกระท่อมหลังคามุงจาก มีลมธรรมชาติพัดเย็นสบาย หน้าบ้านติดกับคลองมีศาลาหลังคามุงจากให้นั่งเล่นสบายๆ มองเห็นทิวทัศน์สองฝั่งคลองได้อย่างชัดเจน พอทุ่มกว่าๆ ก็ถึงเวลาของกิจกรรมที่เป็นไฮไลท์ของการเดินทางในครั้งนี้ นั่นก็คือการนั่งเรือชมหิ่งห้อยที่เกาะอยู่ตามต้นลำพูริมสองฝั่งคลอง พวกเราเตรียมใส่เสื้อชูชีพเพื่อลงเรือชมหิ่งห้อยที่เป็นบริการของทางบ้านพัก โดยคิดค่าบริการคนละ 100 บาท เรือที่จะพาเราไปชมหิ่งห้อยในครั้งนี้เป็นเรือแจว โดยเราลงเรือไปพร้อมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นอีกประมาณ 5-6 คน และมีลุงที่น่ารักอีก 2 คนพายเรือนำทางพวกเราไป

apw1

การใช้เรือแจวมีข้อดีตรงที่เราสามารถพายเรือเข้าไปชมหิ่งห้อยได้อย่างใกล้ชิด และไม่มีเสียงเครื่องยนต์คอยรบกวนความสงบอีกด้วย เมื่อพายเรือไปได้สักระยะ พวกเราเห็นหิ่งห้อยหลายร้อยตัวเกาะอยู่เต็มต้นลำพู พวกมันกะพริบแสงกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับนัดหมาย มองไปแล้วคล้ายๆ โคมไฟที่ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำ คนในเรือต่างพากันส่งเสียงอื้ออึงด้วยความตื่นเต้น เพราะนานๆ ครั้งจะได้เห็นหิ่งห้อยเป็นจำนวนมากอย่างนี้สักที บ่อยครั้งที่เจ้าแมลงตัวน้อยบินมาเกาะอยู่ที่หลังมือของเรา เป็นเวลาเนิ่นนานแล้วมันก็บินจากไป ทำให้ความรู้สึกในวัยเด็กที่เราชอบจับหิ่งห้อยมาเล่นย้อนกลับมาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าการบันทึกภาพหิ่งห้อยจะทำได้ค่อนข้างยาก แต่พวกเราทุกคนก็บันทึกภาพแห่งความประทับใจเหล่านี้เอาไว้ในความทรงจำ ระยะเวลาในการชมหิ่งห้อยประมาณหนึ่งชั่วโมงในวันนั้นจึงถือได้ว่าคุ้มค่ามากๆ สำหรับพวกเรา วีดีโอ ชมหิ่งห้อย

คืนนั้นหลังจากชมหิ่งห้อยแล้ว พวกเราก็กลับมานอนหลับฝันหวานอย่างมีความสุข รุ่งขึ้นพวกเราตื่นขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ในยามเช้า พร้อมกับรับประทานข้าวต้มกุ้งแสนอร่อยฝีมือแม่ครัวอัมพวา ก่อนที่จะออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในตอนสาย รถยนต์ค่อยๆ เคลื่อนออกจากบ้านริมคลองอันแสนสุข พวกเราเหลียวหลังกลับไปมองอีกครั้ง ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสจะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งอย่างแน่นอน

apw2

หมาใจดำ

Posted in: Uncategorized |

คำเตือน  :
กินแค่นิดเดียว แต่จะเมาโคตร……..
ถ้ากินเยอะอาจตายได้นะจ๊ะ…

เหล้า หมาใจดำนั้นจะมีทั้งหมดอยู่ 2 สูตรด้วยกัน(ในตอนนี้อนาคตอาจมีเพิ่ม)
mjd1

สูตรที่สองคือสูตรมันฝรั่ง ชื่อว่าเหล้า ลำก้า

mjd2

ทั้ง 2 สูตรนี้ ปัจจุบันขายอยู่ขวดละ 390-420 บาทตามร้านเหล้าบางแห่งในจังหวัดเชียงใหม่เท่านั้น

About Me

รู้จักหมาก่อนโดนกัด

โดยทั่วไปสุราจะมี 2 ชนิดหลักด้วยกัน คือ สุราหมัก ได้จากการหมักแป้ง หรือ น้ำตาล กับยีสต์ ให้เกิดเป็นแอลกอฮอล์ โดยจะมีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 15% เช่น ไวน์ ได้จากการหมักองุ่น, สาเก ได้จากการหมักข้าวเช่นเดียวกับสาโท ส่วนอีกชนิดเรียกว่า สุรากลั่น ได้จากการนำสุราหมักมาต้มกลั่นเพื่อให้ได้แรงแอลกอฮอล์ที่สูงขึ้น สุราที่กลั่นได้จะเป็นสีใสเรียกสุราตระกูลนี้ว่า White Spirit อย่างเช่น ว้อดก้า (Vodka) ก็จะได้จากการกลั่นสุราที่หมักจากมันฝรั่ง ส่วน เตอกีล่า (Tequila) ได้จากการกลั่นสุราที่หมักจากต้นอากาเว่ ซึ่งเป็นป่านศรนารายณ์ชนิดหนึ่ง

สุราที่ถูกเก็บบ่มไว้เป็นเวลานานจะมีรสชาติที่นุ่มนวลขึ้น อุตสาหกรรมสุราในยุคแรกเริ่มจึงนำสุราไปบ่มในถังไม้โอ๊กเพราะเป็นภาชนะชนิด เดียวที่สามารถผลิตได้ในขณะนั้น เนื่องจากภาชนะชนิดอื่นยังไม่ได้รับการพัฒนา ทำให้สุรามีสีและกลิ่นของไม้โอ๊ก ส่งผลให้รสนิยมการดื่มสุราในเวลาต่อมานิยมสีและกลิ่นของโอ๊กตามไปด้วย

แต่ ในปัจจุบันมีภาชนะชนิดอื่นที่สามารถใช้บ่มสุราได้โดยไม่ทำให้สีและกลิ่นของ สุราเปลี่ยนไป เช่น แก้ว เซรามิค และ สแตนเลส ซึ่งภาชนะเหล่านี้ทำให้สุรายังคงความเป็น White Spirit ที่มีรสชาตินุ่มนวล

นอกจากนี้ ยังแบ่งสุราตามประเภทของวัตถุดิบที่ใช้ในการหมัก เช่น ถ้าทำจากข้าวบาร์เล่ย์, ข้าวสาลี เรียกว่า วิสกี้ (Whiskey) ถ้าได้จากการหมักข้าวโพด เรียกว่า เบอร์เบอร์น (Bourbon) ถ้าได้จากการหมักองุ่น เรียกว่า บรั่นดี (Brandy) เป็นต้น

หมาใจดำ เหล้าดอกไม้ (Flowery) เป็นเหล้าสกุลใหม่ที่จัดอยู่ในตระกูล ไวท์ สปิริท (White Spirit) ได้จากการหมักและกลั่นน้ำหวานจากดอกมะพร้าวและน้ำผึ้ง ส่วน หมาใจดำ ลำก้า (Lumka) เป็นเหล้าตระกูลไวท์ สปิริท ที่ผลิตจากมันฝรั่งเช่นเดียวกับว้อดก้า แต่ต่างกันที่แหล่งผลิต ซึ่งลำก้าจะผลิตที่เชียงใหม่และเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยเท่านั้น และในอนาคตจะมีหมาใจดำอื่นๆ ตามออกมาอีกมากมาย

วิธีเลี้ยงหมา

คำเตือน: ดื่มเพื่อความสวยงามของชีวิตและอารมณ์นอกเหนือจากนี้ไม่ควรดื่ม

หมาเลี้ยงง่าย

หมาเถื่อน ยกหมดเป๊กไม่ต้องน้ำตาม (แกล้มมะนาวฝานจิ้มเกลือ)
หมาแข็ง แช่ฟรีซทั้งขวดจนเหล้าเหนียว ดื่มเหมือนหมาเถื่อน
หมาดับเพลิง ยกหมดเป๊กตามด้วยน้ำอุ่น (ใช้ในกรณีเจ็บคอแล้วอยากกินเหล้า)
หมาร็อค หมาใจดำ โซดา น้ำแข็ง อย่างละเท่าๆ กัน
หมาแซ๊บ..บ หมาใจดำ โทนิค น้ำมะนาว น้ำแข็ง
หมาซ่า หมาใจดำ จิงเจอร์ เอล โซดา น้ำแข็ง อย่างละเท่าๆ กัน
หมาซน หมาใจดำ น้ำผลไม้กล่อง เลือกได้ตามความซน(ผสมเหมือนหมานางเอก)
หมานางเอก หมาใจดำ 1 ส่วน น้ำส้ม 2 ส่วน น้ำแข็งเท่าน้ำส้ม
หมากระฉูด หมาใจดำ โซดา สไปรท์ น้ำมะนาว เกลือ น้ำแข็ง
หมาดำ หมาใจดำ คาลัวร์ น้ำแข็ง 2 ก้อน
หมาไฮโซ หมาใจดำ กาลิอาโน่ น้ำแข็ง 2 ก้อน
หมาในถัง หมาใจดำ เซเว่น อัพ ชาร์ค คูล ไบท์ โซดา น้ำมะนาว น้ำแข็ง


หมาเรื่องมาก (ใส่กระบอก Checker)

หมาปากหวาน หมาใจดำ น้ำมะนาว น้ำตาลทรายแดง น้ำแข็งทุบ (น้ำตาลรอบแก้ว)
หมาหน้าร้อน หมาใจดำ น้ำมะนาว น้ำเชื่อม น้ำเชื่อมทับทิม (Grenadine Syrup) น้ำลิ้นจี่ น้ำแข็งทุบ
หมาลีบู หมาใจดำ 1.5 ส่วน น้ำมะพร้าวหรือเหล้ามาลีบู 1 ส่วน น้ำเชื่อม 0.5 ส่วน
น้ำแข็งทุบ
หมาพยศ หมาใจดำ น้ำเชื่อม น้ำเชื่อมทับทิม (Grenadine Syrup) น้ำมะนาว โซดา
น้ำแข็งทุบ
หมาชมพู หมาใจดำ น้ำเชื่อมทับทิม (Grenadine Syrup) น้ำมะนาว
น้ำแข็งทุบ (เกลือรอบแก้ว)
หมาอมชมพู หมาใจดำ น้ำเชื่อมทับทิม (Grenadine Syrup) น้ำมะนาว นมจืด น้ำแข็งทุบ

หมาปั่น (ใส่เครื่องปั่น)

หมาใจดำรัมเซอร์ดี้ หมาใจดำ น้ำตาลสด เหล้ารัม โค้ก น้ำเชื่อมทับทิมสีแดง
น้ำเชื่อมทับทิมสีน้ำเงิน (Grenadine Syrup) น้ำแข็งทุบ
หมาเด็กๆ หมาใจดำ น้ำผึ้ง น้ำมะนาว นมสด ลูกตาลในน้ำเชื่อม น้ำแข็งทุบ
หมาตอแหล หมาใจดำ น้ำส้มคั้น น้ำตาลสด น้ำมะนาว น้ำแข็งทุบ

มาทำสเต็กกันดีกว่า

Posted in: Uncategorized |

“สเต็กเนื้อ + pepper sauce” เป็นอาหารทำง่ายๆ มันก็เหมือนกับเอาเนื้อไปปิ้งๆ คล้ายบาร์บีคิวให้พอเกือบสุก (ชอบแบบที่หันแล้วเลือดสาดอ่ะ) โรยเกลือนิดหน่อยก็อร่อยอยู่แล้ว เพราะเนื้อวัวมีความหวานเยอะ ได้ชิมรสชาติแบบธรรมชาติแท้ๆก็อร่อยไม่ลืมหูลืมตาแล้วค่ะ

แต่ถ้าแค่เอาเนื้อไปปิ้งเฉยๆ ก็เกรงว่าจะโดนค่อนแคะว่าทำเนื้อย่างจิ้มแจ่ว เลยต้องมีการปรับปรุงกันนิดหน่อย ให้มีน้ำเกรวีราดชุ่มๆ ทานกับผักสดๆบาบีคิว… ลองมาดูกันว่า หน้าตามันจะเป็นยังไงน๊า..
steak1
+++++++++++++++++++++++++

ส่วนประกอบ
เนื้อสันนอก 1 ชิ้น ขนาดตามความพึงใจ
น้ำเกรวีผง ตราโลโบ้ 1 ซอง
เนยสำหรับผัด
นมสด 1 ถ้วย (สหรับหมักเนื้อ และใส่ในน้ำเกรวี่)
พริกไทสด 3 ช่อ รูดเอาแต่เม็ด บุให้แตก
เห็ดเป๋าฮื้อ หรือตามชอบ
ผักสดตามชอบสำหรับเป็นเครื่องเคียง

steak2

ส่วนประกอบโดยรวมค่ะ

steak3
เนื้อวัว

steak4
ผักสดๆ เห็ดเป่าฮื้อ ใช้สองดอกโตๆ มาหั่นตามยาว เตรียมผัดกับน้ำมัน แล้วแบ่งบางส่วนไว้ใส่กับน้ำเกรวี่ค่ะ

วิธีทำ
1. ใช้สันมีดทุบเนื้อให้ทั่ว โรยด้วยเกลือและพริกไทยเล็กน้อย เคล้าให้ทั่ว

steak5
2. นำเนื้อวัวที่เตรียมไว้หมักด้วยนมสด พักไว้ 20 นาที

steak6

3. เตรียมน้ำเกรวี่ ใช้เกรวี่ผงของโลโบ้ ผสม 1 ซอง ต่อน้ำ 1 ถ้วยตวง ตั้งไฟอ่อน หมั่นคนบ่อยๆ จนเดือดข้น ใส่พริกไทบุ และเห็ด เติมนมสด 1/2 ถ้วย คนจนเดือดและงวดเล็กน้อย
น้ำเกรวี่จะออกสีคล้ายโอวัลติน… เติมพริกไทยป่น เพิ่มความเผ็ด คนให้เข้ากัน ปิดไฟ พักไว้ เราได้ ซอสเปปเปอร์ แล้วค่ะ
steak7

4. นำผักที่หันเป็นชิ้นหนาๆ ลงย่างในกระทะ ใส่เนยเล็กน้อย ย่างให้สุกเล็กน้อย ให้ออกเกรียมๆ (ไม่มีรูปค่ะ) จัดเตรียมลงจาน

5. นำเนื้อที่หมักไว้ เทนมออก แล้วเอามาย่างในกะทะเดิมให้สุกทั้งสองด้าน
steak8

วิธีกะว่าเนื้อควรสุกเท่าไหร่ ให้ลองกดดูที่เนื้อ ถ้าชอบ medium rare ก็ย่างเร็ว เนื้อยังนิ่มอยู่

6. นำเห็ดที่หันเตรียมไว้ลงผัดในกะทะเดิม (แต่ถ้าไหม้มากก็ล้างก่อนก็ได้ค่ะ) เพราะน้ำหวานจากเนื้อยังอยู่ อาจจะใส่เนย หรือน้ำมันมะกอกตอนผัดก็ได้ค่ะ ผัดให้นิ่ม ใช้ไฟแรง เสร็จแล้วตัดราดบนสเต็ก

7. เตรียมเสริฟ… นำทุกอย่างจัดลงจาน…
steak9

จานโต๊…โต ราดด้วยน้ำเกรวีชุ่มๆ พริกไทยอ่อนเยอะๆๆๆๆๆ มะเขือเทศเปรี้ยวๆ หอมใหญ่หว๊านหวาน น่าทานมั้ย

Global warming

Posted in: Uncategorized |

ปรากฏการณ์โลกร้อน ( Global warming) หมายถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลกและน้ำในมหาสมุทรตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 และมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Map

ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา นับถึง พ.ศ. 2548 อากาศใกล้ผิวดินทั่วโลกโดยเฉลี่ยมีค่าสูงขึ้น 0.74 ± 0.18 องศาเซลเซียส [1] ซึ่งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ของสหประชาชาติได้สรุปไว้ว่า “จากการสังเกตการณ์การเพิ่มอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ประมาณตั้งแต่ พ.ศ. 2490) ค่อนข้างแน่ชัดว่าเกิดจากการเพิ่มความเข้มของแก๊สเรือนกระจกที่เกิดขึ้นโดยกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นผลในรูปของปรากฏการณ์เรือนกระจก” [1] ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่าง เช่น ความผันแปรของการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์และการระเบิดของภูเขาไฟ อาจส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อการเพิ่มอุณหภูมิในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมจนถึง พ.ศ. 2490 และมีผลเพียงเล็กน้อยต่อการลดอุณหภูมิหลังจากปี 2490 เป็นต้นมา[2][3] ข้อสรุปพื้นฐานดังกล่าวนี้ได้รับการรับรองโดยสมาคมและสถาบันการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง รวมทั้งราชสมาคมทางวิทยาศาสตร์ระดับชาติที่สำคัญของประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ แม้นักวิทยาศาสตร์บางคนจะมีความเห็นโต้แย้งกับข้อสรุปของ IPCC อยู่บ้าง [4] แต่เสียงส่วนใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของโลกโดยตรงเห็นด้วยกับข้อสรุปนี้ [5][6]

1

แบบจำลองการคาดคะเนภูมิอากาศที่สรุปโดย IPCC บ่งชี้ว่าอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยที่ผิวโลกจะเพิ่มขึ้น 1.1 ถึง 6.4 องศาเซลเซียส ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2544–2643) [1] ค่าตัวเลขดังกล่าวได้มาจากการจำลองสถานการณ์แบบต่างๆ ของการแผ่ขยายแก๊สเรือนกระจกในอนาคต รวมถึงการจำลองค่าความไวภูมิอากาศอีกหลากหลายรูปแบบ แม้การศึกษาเกือบทั้งหมดจะมุ่งไปที่ช่วงเวลาถึงเพียงปี พ.ศ. 2643 แต่ความร้อนจะยังคงเพิ่มขึ้นและระดับน้ำทะเลก็จะสูงขึ้นต่อเนื่องไปอีกหลายสหัสวรรษ แม้ว่าระดับของแก๊สเรือนกระจกจะเข้าสู่ภาวะเสถียรแล้วก็ตาม การที่อุณหภูมิและระดับน้ำทะเลเข้าสู่สภาวะดุลยภาพได้ช้าเป็นเหตุมาจากความจุความร้อนของน้ำในมหาสมุทรซึ่งมีค่าสูงมาก [1]

การที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และคาดว่าทำให้เกิดภาวะลมฟ้าอากาศสุดโต่ง (extreme weather) ที่รุนแรงมากขึ้น ปริมาณและรูปแบบการเกิดหยาดน้ำฟ้าจะเปลี่ยนแปลงไป ผลกระทบอื่นๆ ของปรากฏการณ์โลกร้อนได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของผลิตผลทางเกษตร การเคลื่อนถอยของธารน้ำแข็ง การสูญพันธุ์พืช-สัตว์ต่างๆ รวมทั้งการกลายพันธุ์และแพร่ขยายโรคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

2

แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์อยู่บ้าง ได้แก่ปริมาณของความร้อนที่คาดว่าจะเพิ่มในอนาคต ผลของความร้อนที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบอื่นๆ ที่จะเกิดกับแต่ละภูมิภาคบนโลกว่าจะแตกต่างกันอย่างไร รัฐบาลของประเทศต่างๆ แทบทุกประเทศได้ลงนามและให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต ซึ่งมุ่งประเด็นไปที่การลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก แต่ยังคงมีการโต้เถียงกันทางการเมืองและการโต้วาทีสาธารณะไปทั่วทั้งโลกเกี่ยวกับมาตรการว่าควรเป็นอย่างไร จึงจะลดหรือย้อนกลับความร้อนที่เพิ่มขึ้นของโลกในอนาคต หรือจะปรับตัวกันอย่างไรต่อผลกระทบของปรากฏการณ์โลกร้อนที่คาดว่าจะต้องเกิดขึ้น

Hello world!

Posted in: Uncategorized |

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!

« Older Posts
SEO Powered by SEO Boost from PcDrome. Powered by Yahoo! Answers